เปิดเส้นทางดูแลด้วยเทคโนโลยีล่าสุดโดยไม่ต้องเขินอายอีกต่อไป!”
ทำให้ผู้หญิงกลับมามีชีวิตชีวาและควบคุมชีวิตของตัวเองได้อย่างเต็มที่อีกครั้งใครเคยเป็นบ้างปัสสาวะบ่อย กลั้นไม่อยู่ จะทำอะไรนานๆก็ไม่ได้ นั่งทำงาน 30 นาที 1 ชม. ก็ต้องลุกไปเข้าห้องน้ำ ไปเที่ยว ไปทำกิจกรรมนอกสถานที่ ไม่ได้สนใจบรรยากาศใดๆ สนใจแต่ห้องน้ำอยู่ที่ไหน เพราะเมื่อไรก็ตามที่ปวดปัสสาวะแล้ว ราดทันที โดยเฉพาะช่วงที่ต้องบิดประตูห้องน้ำ และช่วงที่ถอดกางเกงเพื่อปัสสาวะ ทำให้เกิดกลิ่นติดเสื้อผ้า เกิดความมั่นใจ และในบางคนต้องใส่ผ้าอนามัยหรือแพมเพิสด้วย ส่งผลทำให้เกิดการอับชื้น เกิดการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะและทางช่องคลอดตามมา ส่งผลต่อการใช้ชีวิต ต่อการทำงาน และคุณภาพชีวิตเป็นอย่างมาก
ถ้าใครมีอาการแบบนี้อาจจะเข้าข่ายภาวะกระเพาะปัสสาวะไวเกิน
รู้จักกระเพาะปัสสาวะ
บีบตัวไวเกิน
ภาวะกระเพาะปัสสาวะบีบตัวไวเกิน (Overactive Bladder – OAB) เป็นโรคที่ทำให้กล้ามเนื้อกระเพาะปัสสาวะบีบตัวบ่อย กระเพาะปัสสาวะเก็บกักได้น้อยกว่าปกติ ส่งผลให้มีอาการปัสสาวะบ่อยทั้งในตอนกลางวันและกลางคืน และกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ ทำให้เกิดความรำคาญ ขาดความมั่นใจ วิตกกังวล รบกวนการใช้ชีวิตประจำวัน
โดยเฉลี่ยพบผู้หญิง 15-20% มีอาการแบบนี้ แต่มีบางการศึกษาพบสูงถึง 40% ของผู้หญิง ต้องบอกเลยว่าเป็นปัญหากวนใจของผู้หญิงหลายคนเลยทีเดียว มาดูกันต่อดีกว่าว่าภาวะกระเพาะปัสสาวะไวเกินมีอาการอะไรกันบ้าง
อาการของภาวะกระเพาะปัสสาวะไวเกิน
อาการที่อาจบ่งบอกว่าเป็นกระเพาะปัสสาวะบีบตัวไวเกิน ได้แก่
- ต้องรีบไปปัสสาวะ (Urgency) เวลาปวดปัสสาวะขึ้นมาต้องไปทันทีรอไม่ได้ เป็นอาการที่สำคัญที่สุดของภาวะนี้
- กลั้นไม่ได้ (Urinary incontinence) ในบางคนไปห้องน้ำไม่ทันลาดก่อนถึงห้องน้ำก็มีนะ
- ปัสสาวะบ่อย (Urinary frequency) ปัสสาวะบ่อยมากขึ้นกว่าปกติ
- ปัสสาวะกลางคืน (Nocturia) หลับไปแล้วต้องตื่นขึ้นบ่อยโดยที่ต้องไม่มีสาเหตุอื่น เช่นการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ
ถ้าใครมีอาการแบบนี้ระวังจะเป็นโรคกระเพาะปัสสาวะไวเกิน
4 ผลกระทบของโรคกระเพาะปัสสาวะไวเกิน
1.Disturb daily activity: มีผลต่อการใช้ชีวิต และคุณภาพชีวิต
เช่น การทำงาน ไม่สามารถ focus หรือมีสมาธิกับการทำงานอย่างใดอย่าง 1 ได้นานพอ ส่งผลทำให้ประสิทธิภาพในการทำงานลดลง หรือแม้กระทั่งการเดินทาง หรือต้องไปเที่ยวที่ต่างๆ ก็มีความกังวล ต้องมองหาห้องน้ำอยู่เรื่อยๆ ทำให้การเที่ยวไม่สนุกเหมือนเคย
2.Disturb การนอน
บางคนมีอาการปัสสาวะกลางคืนร่วมด้วย ซึ่งส่งผลต่อการนอน เมื่อไรก็ตามที่เกิดการตื่นนอนมากกว่า 1 ครั้งต่อคืน จะส่งผลต่อการนอน stage 3 ของ NREM ซึ่งเป็นช่วง deep sleep และเป็นการพักผ่อนที่ดีที่สุด จึงส่งผลให้ตื่นมาและงัวเงียในตอนเช้า ร่างกายเหมือนไม่ได้พักผ่อนทั้งคืน
3.ลด self esteem
จากการที่ต้องรีบไปเข้าห้องน้ำบ่อย ในบางคนไปเข้าห้องน้ำไม่ทัน มีกลิ่นปัสสาวะติดตัวอีก ทำให้สูญเสียความมั่นใจ และส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตอย่างรุนแรง
ลดความรู้สึกทางเพศ
4.จากผลกระทบทั้ง 3 ข้อ ส่งผลต่อจิตใจและร่างกาย นำมาสู่ปัญหาเรื่องเพศตามมา ทำให้ไม่มั่นใจเวลามี sex หรือมีความรู้สึกลดลง ก็นำมาสู่ปัญหาระหว่างคู่นอนอีก
จะเห็นได้ว่าภาวะนี้ส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตเป็นอย่างมาก แล้วมีแนวทางการรักษาอย่างไรบ้าง มาดูกันต่อครับ
1. ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ที่คนที่มีอาการสามารถทำเองได้เลย
- กินน้ำในปริมาณที่พอเหมาะ 1.5-2 L/วัน
- ลดและงดดื่มน้ำ 3-4 ชั่วโมงก่อนเข้านอน
- งดเครื่องดื่มที่มีฤทธิ์ขับปัสสาวะ ได้แก่ เครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน ชา กาแฟ น้ำอัดลม เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ ของเปรี้ยว ของเผ็ด
2.การฝึกขมิบ Kegel exercise
- การฝึกขมิบ Kegel exercise เป็น 1 ในการรักษาที่สำคัญสำหรับภาวะกระเพาะปัสสาวะไวเกิน โดยการฝึกขมิบกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานที่ใช้สำหรับการกลั้นปัสสาวะ กลั้นอุจจาระ
- เทคนิคสำหรับการฝึกขมิบ ให้ขมิบกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานค้างไว้ 10 วินาที และคลาย 10 วินาที นับเป็น 1 ครั้ง แนะนำให้ทำเป็นชุด ชุดละ 10 ครั้ง โดยทั้งวันให้ทำ 4-5 ชุด จำเป็นต้องทำต่อเนื่องจะเห็นผล 8 สัปดาห์หลังจากเริ่มทำ
3. การใช้ยารับประทาน
- ยาที่ใช้รักษาภาวะกระเพาะปัสสาวะบีบตัวไวเกินจะมีผลในการลดการบีบตัวของกล้ามเนื้อกระเพาะปัสสาวะ ซึ่งจะช่วยให้ผู้ป่วยกลั้นปัสสาวะได้นานขึ้น ไปห้องน้ำได้ทันมากขึ้น แต่ก็มีผลข้างเคียงของยา โดยส่วนตัวแนะนำว่าควรจะต้องอยู่ในการดูแลของแพทย์เฉพาะทางถ้ามีความจำเป็นในการรักษาด้วยยานะ
- จากที่เราทราบว่าการ 1 ในการดูแลสำหรับภาวะนี้คือ การฝึกขมิบ Kegel exercise แต่มักไม่ได้ผล อาจเกิดจากการฝึกที่ไม่ต่อเนื่อง ฝึกผิดกล้ามเนื้อ ซึ่งปัจจุบันมีเทคโนโลยีที่สามารถดูแลเรื่องภาวะกระเพาะปัสสาวะไวเกินได้โดยใช้ พลังงานคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (Electromagnetic energy) ที่มากระตุ้นการสร้างกล้ามเนื้อ ซึ่งมีการศึกษาสำหรับการดูแลภาวะนี้อย่างแพร่หลาย ทาง VioNe Clinic ของเรามีโปรแกรม เรียกว่า Pink chair เป็นการนั่ง 30 นาที บนเก้าอี้ที่ปล่อยพลังงาน Electromagnetic ทำให้กล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานขมิบมากกว่า 10,000 ครั้ง จากการนั่งเพียงแค่ 30 นาที
แม้ภาวะกระเพาะปัสสาวะบีบตัวไวเกินจะไม่ได้ส่งผลร้ายแรงกับร่างกาย แต่รบกวนการใช้ชีวิตและการทำกิจกรรมต่าง ๆ ในแต่ละวัน รวมถึงส่งผลกับสุขภาพได้ในระยะยาว ดังนั้นการหมั่นสังเกตตนเองแล้วรีบพบแพทย์เฉพาะทางเพื่อทำการรักษาทันทีและถูกวิธี ย่อมช่วยให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีไปอีกนาน
VioNe Clinic คลินิกแพทย์เฉพาะทาง ด้านนรีเวช ตกแต่งความงาม และสุขภาพทางเพศ
สามารถปรึกษาโดยแพทย์ผู้ชำนาญการ ด้านการดูแลความงามและจุดซ่อนเร้นของผู้หญิงโดยตรง แก้ปัญหาน้องสาวต่างๆ หรือ ปัญหาทางเพศทั้งทางร่างกายและจิตใจ
“Empowering All Women’s Wellness”
ปรึกษาโดยแพทย์ผู้ชำนาญการด้านนรีเวช ตกแต่งความงามและสุขภาพทางเพศ ได้ที่ :
- แพทย์เฉพาะทางพิเศษอนุสาขาเวชศาสตร์เชิงกรานสตรีและศัลยกรรมซ่อมเสริม (URO-GYNECOLOGIST) – อนุสาขาโดยแพทยสภา
- แพทย์เฉพาะทางด้านสูติศาสตร์นรีเวชกรรม (OBSTETRICIAN & GYNECOLOGIST)
- อาจารย์แพทย์สาขาสูติศาสตร์และนรีเวชวิทยา คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
- ผู้ก่อตั้งสถาบันสอนแพทย์ด้านความงามนรีเวช (AGC: AESTHETIC GYNECOLOGY CONFERENCE)

